การตัดต่อฟิล์ม
ความจริงแล้วการตัดต่อต้นฉบับเป็นหน้าที่ของห้องแลป
แต่เผื่อว่าผู้ตัดต่อต้องการจะตัดต่อเองจึงขอนำเสนอดังนี้
การตัดต่อฟิล์มภาพยนตร์ต้นฉบับเป็นขั้นตอนสุดท้ายในกระบวนการตัดต่อภาพยนตร์
หมายความว่าเมื่อตัดต่อเวิร์คพรินต์ใส่เสียงคำพูด คำบรรยาย เสียงประกอบ
เสียงดนตรีเสร็จแล้ว ผสม (mix)
เส้นเสียงทุกเส้นลงเป็นเสียงเดียวแล้ว
จึงจะนำฟิล์มต้นฉบับมาตัดต่อขนานกับเวิร์คพรินต์ให้ทุกช้อตทุกซีนและตัวเลขข้างตรงกันทุกประการ
โดยทั่วไปแล้วจะทำเป็นสองม้วนคือม้วน A และม้วน B โดยสลับภาพจากต้นฉบับแยกกันไว้คนละม้วนคือช้อตที่ 1
เอาไว้ในม้วน A ช้อตที่ 2 เอาไว้ในม้วน
B ช้อตที่ 3 เอาไว้ในม้วน A สลับกันไปจนจบ ที่ต้องทำม้วน A และม้วน B นี้
ด้วยวัตถุประสงค์ตอนเปลี่ยนภาพจากช้อตหนึ่งไปยังอีกช้อตหนึ่งโดยใช้ออปติคคัล
เอฟเฟ็ก (optical effect) เช่นทำภาพจางซ้อน อีกเหตุผลหนึ่งเพื่อไม่ให้เห็นรอยต่อระหว่างช้อตต่างๆ
เพราะว่าตอนตัดต่อนั้นจะขูดฟิล์มบางส่วนออกก่อนแล้วทาน้ำยาบางใส
ถ้าไม่ระวังเมื่อเวลาฉายจะเห็นแสงใสๆปรากฏแวบบนจอ
คำอธิบายภาพ
W P คือ เวิร์คพรินต์ที่ตัดต่อเสร็จแล้ว
ในที่นี้สมมติว่ามี 4 ช้อต
A คือ ต้นฉบับม้วน A
B คือ ต้นฉบับม้วน B
ตอนต้นของแต่ละม้วน
จะมีลีดเดอร์ยาวประมาณ 10 วินาที ก่อนถึงภาพแรกจะทำเครื่องหมาย X ไว้ทุกม้วนให้ตรงกัน
เครื่องหมายนี้เรียกว่าสตาร์ตมาร์ค (start mark) จากนั้นจะเป็นภาพที่ตรงกับเวิร์คพรินต์ทุกประการ
โดยแยกภาพไว้สองม้วน จากตัวอย่างนี้ ช้อตแรกคือช้อต 1 เอาไว้ม้วน A ช้อตที่
2 เอาไว้ม้วน B ช้อตที่
3 เอาไว้ม้วน A และช้อตที่
4 เอาไว้ม้วน B
ระกว่างช้อตต่างๆนั้นจะคั่นด้วยฟิล์มดำทึบแสงสลับกันไปจนจบเรื่อง
จากนั้นจึงนำเส้นเสียงที่ผสมแล้วและต้นฉบับ A,B rolls ส่งห้องแลป เพื่อพิมพ์ทั้งภาพและเสียงเข้าด้วยกัน
เส้นเสียงที่ผสมแล้วยังเป็นเส้นเทปแมกเนติก ก่อนจะพิมพ์ภาพและเสียงเข้าด้วยกัน
แลปจะถ่ายเส้นเสียงให้เป็นออพติคเคิลเสียก่อน
แล้วจึงพิมพ์ทั้งภาพและเสียงเข้าด้วยกันดังที่ได้กล่าวไว้
